พระชัยวัฒน์ปวเรศ ปี 2530 หรือ พระชัยวัฒน์ปวเรศ2 เนื้อนวะโลหะเต็มสูตร องค์ที่3 พร้อมบัตรจากสถาบันการันตรีพระเครื่อง
พระกริ่งปวเรศ ๓๐ พระชัยวัฒน์ปวเรศ ซึ่งเป็นคำเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ของ พระกริ่งปวเรศ พระชัยวัฒน์ปวเรศ รุ่น ๒ ที่จัดสร้างขึ้นโดย วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปี ๒๕๓๐ ชั่วโมงนี้ มีการเช่าหาบูชาพระกริ่งรุ่นนี้กันอย่างกว้างขวาง มีวงเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งของกระแสความศรัทธาเลื่อมใสใน พระกริ่งปวเรศ พระชัยวัฒน์ปวเรศ ๓๐ มาจากพิธีเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ พสกนิกรชาวไทยต่างพากันสะสมของที่ระลึกทุกอย่างอันเกี่ยวเนื่องกับพระองค์ รวมทั้ง พระกริ่งปวเรศ ๓๐ รุ่นนี้ด้วย เพราะเป็นพระกริ่งที่ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้น เนื่องในโอกาสมหามงคลสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ (๖๐ พรรษา) เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐
นอกจากนี้ ล้นเกล้าฯ ยังได้เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเททองหล่อปฐมมหามงคลฤกษ์ ณ บริเวณพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๘ จึงนับได้ว่า พระกริ่งปวเรศ 30 พระชัยวัฒน์ปวเรศ รุ่นนี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยตรง
พระกริ่งปวเรศ พระชัยวัฒน์ปวเรศ ที่ทรงประกอบพิธีเททองหล่อในวันนั้น มีจำนวน ๑๐ ช่อ ใน ๑ ช่อมีพระกริ่ง ๒๑ องค์ นอกจากนี้ยังมี พระชัยวัฒน์ปวเรศ อีก ๑๐ ช่อ ใน ๑ ช่อมีพระชัยวัฒน์ ๓๑ องค์ หลังจากนั้น ทางวัดนำก้านชนวนของพระกริ่งและ พระชัยวัฒน์ ทั้ง ๒๐ ช่อนี้ไปเป็น ชนวน หล่อหลอมกับเนื้อนวโลหะมงคลอีกจำนวนมาก เพื่อใช้ในการเททองหล่อพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ต่อไป จนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ คือ ๒๕,๓๐๐ ชุด ประกอบด้วย พระกริ่ง ๒๕,๓๐๐ องค์ พระชัยวัฒน์ ๒๕,๓๐๐ องค์ (และมีเผื่อเสียอีกจำนวนหนึ่ง)
พระกริ่งพระชัยวัฒน์ปวเรศ ที่หล่อในเวลาต่อมานั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) เป็นผู้ประกอบพิธีเททองหล่อติดต่อกันถึง ๙ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์-๗ มีนาคม ๒๕๒๙ โดยมี พระอมรโมลี (เจ้าคุณอมรฯ สมณศักดิ์ในขณะนั้น ปัจจุบันคือ พระพรหมมุนี) เป็นผู้ควบคุมดูแลการหล่อพระ อาจารย์กิจจา วาจาสัจ เป็นผู้ดำเนินงาน และ ช่างประสิทธิ์ พรหมรักษ์ เป็นหัวหน้าคณะทำงานหล่อพระทั้งหมด
พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ปวเรศ รุ่นนี้เป็นการเททองหล่อแบบดินไทย ซึ่งเป็นกรรมวิธีแบบโบราณ จึงมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนมาก และเสียเวลากว่าการสร้างพระกริ่งสมัยใหม่ ที่สร้างด้วยวิธีฉีดเนื้อโลหะเหลวใส่แม่พิมพ์ ซึ่งต้องทำกันที่โรงงาน พระกริ่งพระชัยวัฒน์ ที่สร้างด้วยวิธีหล่อแบบโบราณ จะได้องค์พระที่ไม่สวยคมชัดไปทั่วทั้งหมด ผิวพระบางองค์จะมีรูพรุนมากบ้างน้อยบ้าง จึงต้องมีการตกแต่งด้วยตะไบ ซึ่งทางวัดได้กำหนดให้คณะช่างที่ตกแต่งองค์พระ รวมทั้งการบรรจุ เส้นพระเจ้า ผงจิตรลดา ที่ได้รับพระราชทาน และ เม็ดกริ่ง ภายในวัดทั้งหมด โดยได้จัดห้องทำงานไว้ต่างหาก ห้ามไม่ให้ช่างนำองค์พระกลับไปตกแต่งที่บ้านโดยเด็ดขาด และเมื่อมีการเข้าออกห้องทำงาน จะมีการตรวจตราเป็นพิเศษอีกด้วย เมื่องานตกแต่งองค์พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางวัดได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งปวเรศขึ้นถึง ๓ ครั้งด้วยกัน คือ
ครั้งที่ ๑ วันเสาร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๒๙ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานในพิธี และสมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธานพิธีอธิษฐานจิต มีพระคณาจารย์หลายท่านร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต
ครั้งที่ ๒ พิธีวันวิสาขบูชา วันพุธที่ ๒๑ และวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธานในพิธี
ครั้งที่ ๓ พิธีพุทธาภิเษกอย่างเป็นทางการ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธี สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธฯ ทรงจุดเทียนชัย สมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธานพิธีอธิษฐานจิต ร่วมกับพระภาวนาจารย์อีก ๓๖ รูป จากภาคต่างๆ ร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต
เมื่อเสร็จพิธีทั้งหมดแล้ว ทางวัดได้นำพระกริ่งพระชัยวัฒน์ ออกให้ศรัทธาสาธุชนทำบุญเช่าบูชาเป็นการกุศล ชุดละ ๕,๐๐๐ บาท ใน ๑ ชุดจะมีพระกริ่ง ๑ องค์ และพระชัยวัฒน์ ๑ องค์
พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ปวเรศปี ๒๕๓๐ หลังจากทราบพระบรมราชวินิจฉัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชกระ แสรับสั่งว่า “พระกริ่งปวเรศที่จำลองขึ้นมาในครั้งนี้ ขอให้ทำให้แม้นแต่อย่าให้เหมือน” ที่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ได้อัญเชิญมาแล้ว อาจารย์กิจจา พร้อมคณะกรรมการฯ จึงรับด้วยเกล้าฯ ด้วยการนำ “องค์ต้นแบบ” มาแก้ไขและตกแต่งรายละเอียดให้ “แตกต่างจากองค์ดั้งเดิม” โดยเฉพาะบริเวณ “พระพักตร์และข้อพระบาทขวา” ที่มีขนาด “เล็กกว่าองค์ดั้งเดิม” อยู่แล้วเนื่องจากการนำพิมพ์ต้นแบบไป “ถอดพิมพ์ด้วยยาง” ขนาดจึงเล็กลงไปตามแบบอย่างของการ “ถอดพิมพ์ทั่ว ๆ ไป” โดยการแก้ไขและตกแต่งใหม่สำเร็จบริบูรณ์ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ นับเป็นการดำเนินการที่รวดเร็วแต่ประณีตทางด้าน “พระชัยวัฒน์” นั้น อาจารย์กิจจา ได้มอบหมายให้ปฏิมากรรม มนตรี (นายช่างมาลี) พัฒนางกูร แห่ง “พัฒนช่าง” ผู้เคยฝากฝีมืออันเลื่องลือในด้านปั้นพิมพ์พระได้อย่างสวยงามมามากมายหลาย รุ่นแล้ว (ดังได้กล่าวมาแล้วเมื่อครั้งที่นำเสนอเรื่องของพระกริ่ง 7 รอบ) และ นายช่างมนตรี ก็มิได้ทิ้งฝีมือเชิงช่างผู้ชำนาญเลยได้ทำการ “ขึ้นต้นแบบ” จากภาพถ่ายของ “พระกริ่งปวเรศองค์ดั้งเดิม” และสามารถย่อส่วนพระกริ่งปวเรศองค์ดั้งเดิมให้มี “ขนาดเล็ก” ที่หน้าตักกว้างเพียง ๑ ซม. พร้อมถ่ายทอดรายละเอียดจากองค์จริงได้ครบถ้วนเช่นกัน
เมื่อทำการ “ถอดแบบพิมพ์” เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการ “เข้าหุ่นเทียนด้วยดินไทย” ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลโดย อาจารย์กิจจา ก็มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะเช่นกันดังนั้นการทำงานจึงใช้ “บริเวณบ้าน” ของ อาจารย์กิจจา ที่ เจริญพาศน์ เริ่มตั้งแต่การฉีดขี้ผึ้งเข้าแม่พิมพ์ยางทั้ง “พระกริ่งและพระชัยวัฒน์” แล้วนำหุ่นขี้ผึ้งมาคัด “คุณภาพ” หากไม่สวยงามก็นำไปฉีดใหม่แล้วทำการตกแต่งเอา “ฉลาบตามตะเข็บพิมพ์ออก” ก่อนติดหุ่นเทียนเข้ากับก้านชนวนที่เป็นเทียนหรือขี้ผึ้ง เสร็จแล้วนำ “มูลโคมานวดผสมกับดินนวล” แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อสำหรับ “ทาหุ่นเทียน” ลองคิดดูก็แล้วกันว่าพระจำนวนมากถึง ๖๐,๐๐๐ กว่าองค์ (รวมเผื่อเสีย) กลิ่นมูลโคจะส่งกลิ่นเพียงใดดังนั้นงานระดับนี้จะทำกันแค่คนสองคนย่อมไม่ ทันการ จึงต้องว่าจ้างคนงานนับร้อยคนมาช่วยกันทำงานเพื่อให้เสร็จทันกำหนดโดย อาจารย์กิจจา เล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นในเชิงตลกว่า “สรรพากรเขต” และ “แรงงานเขต” ต้องแวะมาเยี่ยมเยือนถึงที่บ้านเจริญพาศน์ในชุด “เครื่องแบบเต็มยศ” กันเลยแต่พอทราบความจริงว่าคนงานเหล่านี้มาช่วยกันทำงาน “เพื่อสิ่งใดแล้ว” บรรดาข้าราชการผู้รักหน้าที่ดังกล่าวก็เข้าใจเพราะขั้นตอนการทำงานช่วงนี้ ต้องให้ “ความสำคัญ” ไม่น้อยไปกว่าขั้นตอนการประกอบพิธี “เททองหล่อพระ” เช่นกันคือนับตั้งแต่การหา “ดินนวลมาผสมมูลโค” ก็ต้องใช้ทั้ง “ดินละเอียดและดินหยาบ” พร้อมการ “ปั้นปากจอกผูกลวด ฯลฯ” โดยขั้นตอนเรื่องนี้ “ผู้เขียน” เคยไปขอเรียนเพื่อเป็นความรู้จากท่านอาจารย์มาก่อน จึงพอจะเข้าใจขั้นตอนการทำงานว่า “ยากลำบากเอาการ” ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนจึงจะทำให้การ “เททองหล่อแบบโบราณ” สำเร็จลุล่วงด้วยดี
สำหรับ “ช่างหล่อพระ” ก็เช่นกันท่านอาจารย์กิจจามีหน้าที่รับผิดชอบในการหาช่างที่มีความเชี่ยวชาญ แม้ว่าช่วงนั้นในยุทธจักรช่างหล่อพระจะมีช่างอยู่หลายสำนัก แต่สำหรับงานใหญ่ระดับชาติที่มีความเกี่ยวข้องกับ “พระมหากษัตริย์” ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งของปวงชนชาวไทยท่านอาจารย์กิจจาจึงได้กำหนด “คุณสมบัติของช่าง” ที่จะมาร่วมประกอบพิธีเททองในโอกาสพิเศษดังนี้ ๑.ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต (เป็นประการสำคัญที่สุด) ๒.มีผลงานในอดีตเป็นที่ยอมรับ ๓.มีความเข้าใจในพิธีกรรมและขั้นตอนการเททองหล่อพระ ๔.มีใจรักงานศิลปะและมีความขยันขันแข็งและอดทน
ท่านอาจารย์กิจจา ได้นำรายชื่อช่างหล่อแต่ละสำนักเสนอต่อที่ประชุมโดยใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ข้างต้น ซึ่งคณะกรรมการได้ใช้ระยะเวลาพอสมควรในการ “คัดเลือกช่าง” ที่จะมา “ทำงานใหญ่และสำคัญ” นี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อันสำคัญยิ่งโดยท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ในฐานะองค์ประธานคณะกรรมการได้ทรงคัดเลือกทีมงานช่างที่ดำเนินการหล่อ “พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ภ.ป.ร. ๕๐ ปีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๗” ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯทรงเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบรรพชิตในการจัดสร้าง “วัตถุมงคล ภ.ป.ร” ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งการสถาปนา “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบ ๕๐ ปี” เนื่องจากทรงเคยเห็นผลงานของช่างกลุ่มนี้มาก่อนแล้วว่าฝีมือเป็นที่เชื่อ ถือได้เพราะนำทีมโดย นายช่างประสิทธิ์ พรหมรักษ์-นายช่างถนอม ทองอินทร์-นายช่างเรืองศักดิ์ โดยได้เรียกช่างกลุ่มนี้มาชี้แจงทำความเข้าใจและลงมือสัญญารับงานตั้งแต่ เดือน สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ และท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ทรงให้ อาจารย์กิจจา ช่วยควบคุมดูแลอย่าให้มีขั้นตอนรั่วไหลเรื่องนี้ อาจารย์กิจจา ยอมรับว่าหนักใจไม่น้อยเลยแต่ก็เต็มใจปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมาย แม้จะเป็นงานบุญงานกุศลที่หนักที่สุดในชีวิตแต่เมื่องานสำเร็จลุล่วงแล้ว อาจารย์กิจจาฯ ก็อดที่จะภาคภูมิใจไม่ได้เพราะงานครั้งนั้นถือเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยที่ สุดในชีวิตการหล่อพระ
พระกริ่งปวเรศ พระชัยวัฒน์ปวเรศ ปี 30 ดังได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่าการ “เข้าหุ่นดินไทย” สำหรับการเทหล่อ “พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ปวเรศปี ๒๕๓๐ เฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๕ รอบนักษัตรฯ” ครั้งนั้นต้องใช้สถานที่บ้านของ อาจารย์กิจจา ที่ เจริญพาศน์ธนบุรี เพื่อสะดวกในการควบคุมดูแลเนื่องจากจำนวนการสร้าง “พระกริ่งพระชัยวัฒน์ฯ” ครั้งนี้มีจำนวนมากคือ “พระกริ่งปวเรศฯ” และ “พระชัยวัฒน์ปวเรศฯ” จำนวนเท่ากันคืออย่างละ “๒๕,๐๐๐ องค์” แต่การหล่อพระด้วยพิธีแบบ โบราณนั้นก็จะต้องมีการ “เผื่อชำรุด” จึงเทหล่อเพิ่มอย่างละ “๕,๐๐๐ องค์” ข่าวพระเครื่อง
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ‘อดุลย์นันท์ทัต กิจไชยพร’
“เมื่อเราคิดถึงท่าน ท่านก็จะมาอยู่ในใจเรา เมื่อใดที่เรามีทุกข์ร้อนใจ เพียงระลึกถึงคำสอนของท่าน ท่านก็จะมาอยู่ข้างเรา…..”
พลศรีทอง พระเครื่อง โดย บู เชียงราย
. https://ponsrithong.com/
web (main) พระเครื่อง : บู เชียงราย ร้านพลศรีทอง พระเครื่อง
Web ( มุมพระ) : มุมพระ
https://www.mumpra.com/shop.php?shopid=507
web (99wat) : 99วัด
http://www.ponsrithong.99wat.com/
Facebook เพจพลศรีทอง พระเครื่อง บู เชียงราย
: https://www.facebook.com/ponsrithong/
IG :https://www.instagram.com/bu_chiangrai.amulet/
![]()






![เหรียญท้าวเวสสุวัณ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง ปี21 พิมพ์ขอบจุด เลี่ยมเงิน #องค์ที่ 12 เหรียญหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลังท้าวเวสสุวรรณ วัดท่าซุง ปี21 บล็อกขอบจุด สายฝน (หายาก) จมูงโด่ง สภาพสวย ผิวเดิมปรอท เหรียญท้าวเวสสุวัณ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่พอจะจำแนกแยกเป็นบล็อคต่างๆ คร่าวๆได้ 7 พิมพ์ 4 บล็อก คือ 1) เหรียญท้าวเวสสุวัณ พิมพ์ขอบจุด , ขอบจุดสายฝน [บล็อกแรก] 2) เหรียญท้าวเวสสุวัณ พิมพ์อินทนูลอย บล็อกเดียวกะเนื้อเงิน [บล็อก2] 3) เหรียญท้าวเวสสุวัณ พิมพ์ถาวโรมีขีด ใบหน้าสวยที่สุด [บล็อก4] 4) เหรียญท้าวเวสสุวัณ พิมพ์ใต้จมูกจุด [บล็อก3] 5) เหรียญท้าวเวสสุวัณ พิมพ์หูแตก นิยม 6) เหรียญท้าวเวสสุวัณ พิมพ์หูแตก ห้าแตก สังฆาฏิแตก [นิยมสุด] 7) เหรียญท้าวเวสสุวัณ พิมพ์หน้ากระจก [หายากสุดๆ] เหรียญท้าวเวสสุวัณ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ พุทธาภิเษกที่ วัดพระมหาธาตุวรวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2521 ใต้รูปมีข้อความว่า ที่ระลึกวันค่ายศรีนครินทรา กก.ตชด.เขต ๘ ๒๕ ก.ย. ๒๕๒๑ สร้างจำนวนทั้งสิ้น 44,227เหรียญ พิธีนี้พระท่านทำคงกระพันชาตรีแรงมากที่สุดคือนำหน้า มีเมตตามหานิยมอยู่บ้างพอสมควร ออกให้บูชาเหรียญละ 30บาทในขณะนั้น เหรียญท้าวเวสสุวัณ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญรุ่นพิเศษที่ทางกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8 ค่ายศรีนครินทรา อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบปีเปิดค่ายเมื่อปี 2521 วัตถุประสงค์ก็เพื่อแจกตำรวจตระวณชายแดนผู้ปฏิบัติการเสี่ยงภัย และให้ประชาชนเช่าบูชาด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อเอารายได้ ถวายแก่วัดยากจนในภาคใต้ คณะผู้ดำเนินการสร้างได้รวบรวมแผ่นยันต์ และตะกรุดทั้งเก่าและใหม่จำนวนมากมาเป็นชนวนของเนื้อเหรียญ และจัดพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช อันแสนศักดิ์สิทธิ์ โดยมี “พล.ต.ต.ขุนพันธรักษราชเดช” มือปราบจอมหนังเหนียวเป็นเจ้าพิธี พระเครื่องรุ่นใดที่ท่านนี้มีส่วนร่วมในการสร้างด้วยส่วนใหญ่จะดังและศักดิ์สิทธิ์ตามพิธีของท่าน เพราะท่านเป็นคนรุ่นเก่า รู้เรื่องพิธีกรรมเยอะ นอกจากนี้ยังมีพระเกจิอาจารย์ เข้าร่วมปลุกเสกหลายท่านด้วยกันครับ ดังนี้… 1. พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) 2.พระครูวรเวชย์วิสิฐ (หลวงปู่ครูบาธรรมชัย) พระอริยสงฆ์ แห่งวัดทุ่งหลวง จ.เชียงใหม่ สหธรรมมิก ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเรา 3.พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง จ.นครศรีธรรมราช อริยะสงฆ์แห่งแดนทักษิณ 4.พ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ จ.นครศรีธรรมราช พระอาจารย์สายเขาอ้อ 5.พ่อท่านแก่น วัดทุ่งหล่อ จ.นครศรีธรรมราช ผู้สร้างพระปิดตาอันลือชื่อแห่งภาคใต้ พระปิตาของท่านส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อตะกั่ว มีหลายพิมพ์ 6. พ่อท่านจ้อย วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ผู้มีเมตตาสูงส่งยิ่งนัก ผู้ใดไปหาท่าน มักจะได้รับความเมตตาจากท่านอย่างมาก 7. พระครูกาชาด (บุญทอง) วัดดอนศาลา จ.พัทลุง ท่านเป็นพระคณาจารย์ ศิษย์สายเขาอ้อ ครับ 8. พรอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา จ.พัทลุง วิปัสสนาจารย์สายเขาอ้อ ฯลฯ ในเอกสารนั้นบอกไว้ว่า หลวงพ่อท่านปรารภไว้ว่า “ใครที่บูชาเหรียญรุ่นนี้แล้วจะไม่มีตายโหง…” นอกจากนั้นยังมีปรากฎการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการหล่อเหรียญรุ่นนี้เช่น แผ่นทองหลายแผ่นไม่ละลายที่นำมาหล่อไม่ยอมละลาย จนต้องจุดธูปบอกกล่าว จึงหลอมได้สำเร็จ คำอาราธนา ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด รวมทั้ง เทวดาและพรหม ครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.อยุธยา เป็นที่สุด แล้วตั้งนะโม ๓ จบ ปฎิบัติตามปกติว่า อิติปิโส ๑ จบ หลังจากนั้นให้อธิษฐานเอาตามความประสงค์ เมื่ออธิษฐานแล้ว ปลุกด้วยคาถาปลุกพระของหลวงพ่อปานว่า “ อิทธิฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะ เดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่ง แก่มะอะอุนี้เถิด” เหรียญท้าวเวสสุวัณ มีหลายบล็อก บล็อคที่๑ พิมพ์ขอบจุด , ขอบจุดสายฝน [บล็อกแรก] บล็อคนี้ที่ขอบเหรียญด้านซ้ายใกล้เลข ๕ จะมีจุดอยู่นิดหนึ่ง บล็อคนี้แหละเป็นบล็อคแรก ตำหนิคงไม่ต้องบอกให้ละเอียดมากนัก จะตาลายกัน เอาดูแค่เป็นแนวทางให้โยงไปถึงบล็อคต่อ ๆ ไป ดีกว่า บล็อคนี้ด้านหน้าจะมีเส้นขนแมวบาง ๆ คล้ายสายฝน จากคำว่ามหาวีระ ทอดมายังศีระด้านขวาของหลวงพ่อ ตั้งแต่บล็อคแรกจมูกด้านขวาของหลวงพ่อ จะมีรอยอยู่ทุกเหรียญ ซึ่งจะน้อยลงไป เรื่อย ๆ ในบล็อคท้าย ๆ ตามลำดับ ที่นี้มาดูด้านหลังเหรียญกัน พื้นเหรียญด้านหลังจะมีตั้งแต่เรียบสวย พื้นผิวทรายเล็กน้อย และมากขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งคงเกิดจากความหนาแน่นของเนื้อเหล็กไม่มากพอ เลยทำให้เกิดรอยพรุนคล้ายผิวทราย ซึ่งบางคนก็ชอบนะ แต่มาก ๆ เข้าลามไปถึงตัวอักขระด้านซ้าย เลยต้องหยุดซ่อมบล็อคกันที [บล็อก2] พิมพ์อินทนูลอย บล็อกเดียวกะเนื้อเงิน ด้านหน้าองค์หลวงพ่อแทบจะคงสภาพเดิมไว้ ปาดพื้นเหรียญออกเล็กน้อย ทำให้เส้นขนแมวขวามือเหนือศรีษะหลวงพ่อ และจุดเล็ก ตรงขอบเหรียญด้านซ้ายหายไป ส่วนตัวหนังสือรอบ ๆ เหรียญ แต่งใหม่ทั้งหมด ทำให้ดูหนาขึ้นกว่าเดิม บล็อคนี้มีตำหนิที่เกิดขึ้นใหม่ ตรงคำว่า ถาวโร ใต้ ถ. จะเป็นลักษณะคล้ายเนื้อนูน และมีเนื้อเกินจุดเล็ก ๆ บริเวณขอบศรีษะหลวงพ่อค่อนไปทางซ้าย ซึ่งตำหนิ ๒ แห่งนี้ จะมีอยู่ไปจนถึงบล็อคสุดท้าย ส่วนด้านหลังเหรียญอย่างที่กล่าวมาแล้ว พื้นเหรียญเกิดเป็นผิวทราย จำนวนมาก ปาดพื้นเหรียญออกไป ส่วนองค์ท้าวเวสสุวัณ และอักขระยันต์ รอบ ๆ คงสภาพเดิมไว้ ไม่ได้ซ่อมแต่งใหม่ เลยทำให้ดูไม่ค่อยจะเรียบร้อยดีนัก การปาดเฉพาะพื้นเหรียญ แต่ไม่ได้แต่งที่องค์ท้าวเวสสุวัณ ตามลงไปด้วย ทำให้มีรอยขาดตรง อินธนู ไม่ได้ต่อลงมาติดกับบ่า ทั้ง ๒ ข้าง จะเรียกว่า อินธนูลอยก็ว่าได้ อักขระข้างซ้ายค่อนมาทางข้างล่างของท้าวเวสสุวัณ ยังมีรอยพรุนอยู่เพราะไม่ได้ซ่อมแต่งเลย บล็อคนี้ความสวยงามดูจะน้อยกว่าบล็อคอื่น แต่เหรียญเนื้อเงินที่ว่ากันว่าสร้างเพียง ๒๐ เหรียญ ก็ปั้มออกมาจากบล็อคนี้ ถ้าใครมีอยู่ก็ลองเทียบดู บล็อคที่๓ พิมพ์ใต้จมูกจุด [บล็อก3] ด้านหน้าแต่งใหม่หมด ทั้งตัวหนังสือซึ่งมีขนาดเล็กสวยงามคล้ายบล็อคแรก องค์หลวงพ่อแต่งลึกลงไป ทำให้รอยตรงจมูกด้านขวาชิดลงไปเกือบถึงโคนจมูก มีตำหนิเพิ่มขึ้นมาใหม่อีก ๒ แห่ง ตรงใต้คำว่า ษี จะมีเส้นขนแมวบาง ๆ ทอดมายังศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อ และใต้จมูกมีจุดไข่ปลาเล็ก ๆ ด้านหลังเหรียญก็แต่งใหม่ทั้งหมด ทั้งองค์ท้าวเวสสุวัณและอักขระยันต์รอบ ๆ บล็อคนี้ ดูแล้วจะสวยงามเรียบร้อยที่สุด และมีอยู่จำนวนหนึ่งที่บล็อคเริ่มมีรอยแตกตรงหูเหรียญ ข้างเหรียญด้านขวา และด้านหลังของเหรียญ ซึ่งก็ดูมีเสน่ไปอีกแนบหนึ่ง เพราะเห็นเป็นตำหนิที่เด่นชัด แต่มาแตกหนักเข้าตรงระหว่างเลข ๕ กับ ก. บล็อคนี้เลยหยุดแค่นี้ [บล็อก4] พิมพ์ถาวโรมีขีด ใบหน้าสวยที่สุด บล็อคนี้คงเป็นบล็อคสุดท้ายแล้ว ที่องค์หลวงพ่อบล็อคนี้ดูจะแตกต่างจาก บล็อคอื่น ๆ เห็นได้ชัด ดูจากเม็ดตาทั้ง ๒ ข้าง ของหลวงพ่อจะเรียวเล็ก ไม่รีมนเหมือนบล็อคอื่น ๆ และขอบตาเหมือนจะไม่มีถุงใต้ตา เลยทำให้ดูขาดความนุ่มนวลไปบ้าง เส้นเกษาเป็นจุดเม็ดกลมเห็นได้ชัด ตัวหนังสือรอบเหรียญ แต่งได้ลึกดูเป็นเหลี่ยมเป็นแท่งดี ที่โดนเด่น คือ ด้านหลังเหรียญองค์ท้าวเวสสุวัณแต่งได้ลึกและคมชัดมาก ซึ่งด้านหลังเหรียญบล็อคนี้องค์ท้าวเวสสุวัณจะสวยชัดมากกว่าทุกพิมพ์ที่กล่าว “หลวงพ่อพระราชพรหมยาน” หรือ “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” วัดจันทาราม (ท่าซุง) อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เป็นพระอริยสงฆ์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ตามปูมประวัติหลังมรภาพสังขารของท่านมิได้เน่าเปื่อยและได้มีการเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าซุงจนถึงปัจจุบันนี้ ได้มีการกล่าว กันว่า คนที่ต้องการเป็นศิษย์ของ “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” ไม่ต้องขออนุญาตแม้ว่าไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลยสักครั้งก็รับเป็นศิษย์ได้ เพียงแต่ขอให้ได้มีการปฏิบัติตน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ได้ศึกษาพระกรรมฐานจากครูอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค, หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค, พระครูรัตนภิรมย์ วัดบ้านแพน, พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ พ.ศ.2481 เข้ามาจำพรรษาวัดช่างเหล็ก อ.ตลิ่งชัน จ.ธนบุรี เพื่อเรียนภาษาบาลี สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ได้ย้ายมาอยู่วัดอนงคาราม หลังจากนั้นได้เป็นรองเจ้าคณะ 4 วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค และย้ายไปอีกหลายวัดจน…พ.ศ.2511 จึงมาอยู่วัดท่าซุง บูรณะซ่อม สร้างและขยายวัดท่าซุง จากเดิมพื้นที่ 6 ไร่เศษ จนกระทั่งมีบริเวณพื้นที่ประมาณ 289 ไร่ พ.ศ.2527 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระสุธรรมยานเถร” พ.ศ.2532 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ “พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี” “เมื่อเราคิดถึงท่าน ท่านก็จะมาอยู่ในใจเรา เมื่อใดที่เรามีทุกข์ร้อนใจ เพียงระลึกถึงคำสอนของท่าน ท่านก็จะมาอยู่ข้างเรา…..” พลศรีทอง พระเครื่อง โดย บู เชียงราย web (main) พระเครื่อง : บู เชียงราย ร้านพลศรีทอง พระเครื่อง Web ( มุมพระ) : มุมพระ https://www.mumpra.com/shop.php?shopid=507 Facebook : https://www.facebook.com/ponsrithong/ IG : https://www.instagram.com/bu_chiangrai.amulet/ This amulet get a lifelong warranty. If you are audited there was spurious. My shop (Ponsrithong Amulet) Refund the full amount lifelong. And in the future if you want to sell amulet with the warranty card. The Center amulet welcomes to buy in the market price of 20%. by bule chiangrai +66877124640](https://ponsrithong.com/wp-content/uploads/2021/03/c26-300x300.jpg)




Reviews
There are no reviews yet.